วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ประวัติความเป็นมาของวัดวังวนวนาราม




วัดวังวนวนาราม เดิมเป็นแค่ สำนักสงฆ์ ที่มีพระจำนวนไม่มากนัก ที่มีพระประจำ ก็ประมาณ 3 -4 รูป เท่านั้น เป็นวัดที่ค่อนข้างยากจน แต่วัดก็มีกำลังสำคัญในด้านการประกอบพิธีทางศาสนา ชาวบ้านในละแวกก็มีความศรัทธาในสำนักสงฆ์แห่งนี้เป็นอันมาก จึงได้มีการทำนุ บำรุง วัดกันตามกำลังศรัทธา เรื่อยมาจนถึงวันนี้ วัดก็ได้พึ่งพา ญาติโยม โยมก็พึ่งพาวัด เรื่องมาจน

จนมาถึงวันนี้ คือวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ซึ่งถือว่าเป็นวันสำคัญของชาวบ้านวังวน เมื่อ ได้มีประกาศจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เรื่องการแต่งตั้งวัดในพระพุทธศาสนา




ทางวัดมีความประสงค์

๑. สร้างศาลาเอนกประสงค์

๒. ซุ้มประตูวัด

๓. กำแพงวัด

๔. ห้องน้ำ /ห้องส้วม 10 ห้อง

แต่ทางวัดยังขาดทุนทรัพย์

ท่านสาธุชนที่มีความต้องการอย่างแรงกล้าจะร่วมทำบุญ สามารถติดต่อกับ

โยมอุปถัมภ์ 081-890-7205

ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจงดลบันดาลให้ท่านและครอบครัวประสพแต่ความสุขความเจริญ ด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฎิภาณ ธนสารสมบัติตลอดกาลนานเทอญ

รู้วิธีรักษาโรคด้วยตนเอง ด้วย Oil pulling

ออยล์พูลลิ่ง (Oil Pulling) แปลโดย หมอแดง ดิ อโรคยา

Dr.Karach ได้อธิบายถึงการบำบัดรักษาโรค ที่ยอดเยี่ยมไม่เหมือนใคร ด้วยวิธีง่ายๆ โดยใช้น้ำมันสกัดเย็น หรือ หีบเย็น (สกัดน้ำมันออกมาโดยใช้ความร้อนต่ำหรือไม่ใช้ความร้อนเลย)ผลลัพธ์ของการบำบัดด้วยวิธีนี้ ทำให้ผู้คนตะลึงประหลาดใจ เต็มไปด้วยความสงสัย ในรายงานของเขาเป็นอันมาก อย่างไรก็ตามหลังจากที่ได้มีการอธิบาย ซักถามกันถึงการรักษาด้วยน้ำมันสกัดเย็น มีการทดสอบทดลองใช้ ทดลองทำพิสูจน์หาความสมเหตุสมผลที่เกิดขึ้นต่างก็ยิ่งประหลาดใจถึงผลที่ได้รับจากการรักษาอย่างสมบูรณ์อีกทั้งยังไม่มีอันตรายใดๆด้วย เป็นการรักษาทางด้านชีววิทยาโดยแท้ ด้วยวิธีการง่ายๆที่มีประสิทธิภาพ ช่วยรักษาโรคได้มากมายหลายโรคในบางกรณีบางรายที่ไม่ต้องการรักษาโรคด้วยการผ่าตัดหรือการกินยา ก็ได้ใช้วิธีการนี้บำบัดซึ่งก็เป็นผล อีกทั้งไม่เกิดผลข้างเคียงเหมือนการใช้ยาเคมีกระบวนการบำบัดและผลที่ได้รับที่น่าตื่นเต้นตามทฤษฎีนี้ กลับแสนง่ายโดยเริ่มต้นที่ใส่น้ำมันสกัดเย็นเข้าไปในปาก

(น้ำมันทานตะวัน น้ำมันงาหรือน้ำมันสกัดเย็นอื่น ไม่จำเป็นต้องกลั่นโดยวิธีธรรมชาติเสมอไปน้ำมันทานตะวันที่ซื้อจากซุปเปอร์มาเก็ตก็พอใช้ได้แล้ว)กระบวนการบำบัดจะบรรลุผลสำเร็จด้วยระบบบำบัดของผู้นั้นเองในกรณีนี้อาจจะไปบำบัดเซลล์ เนื้อเยื่อ อวัยวะต่างๆ ในเวลาเดียวกันร่างกายเองก็จะขับสารพิษออกทิ้งไม่ให้รบกวนระบบต่างๆ ของร่างกายวิธีการทำ “Oil Pulling”- เช้าตื่นนอนขึ้นมา ช่วงท้องว่าง ก่อนรับบประทานอาหารเช้าเอาน้ำมันประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ใส่เข้าปาก อย่าได้กลืนลงคอไปแล้วทำให้น้ำมันเคลื่อนไหวไปมาอยู่ในปาก กลั้วอยู่ในปาก ไม่ต้องทำแรงนักดูดและดึง น้ำมันให้ผ่านฟันไปมาให้ทั่วๆ
ใช้เวลา 15 – 20 นาที- ในขั้นตอนนี้น้ำมันจะผสมกลมกลืนกับน้ำลาย แล้วทำให้มันเคลื่อนไหวกระตุ้นเอนไซม์เพื่อให้เอนไซม์ดึงสารพิษออกมาจากกระแสเลือด จงอย่ากลืนน้ำมันนี้ลงคอไปเพราะมันมีพิษ พิษที่ดึงออกมานั่นแหละ-
เมื่อเราคลื่อนไหวน้ำมันอยู่ในปากสักพักจะรู้สึกว่าน้ำมันนั้นเบาบางลงไม่หนืด ลักษณะคล้ายน้ำ สีขาว- ขั้นต่อไปให้บ้วนน้ำมันที่อมอยู่ทิ้ง

แล้วใช้น้ำสะอาดล้าง หรือจะให้ดีก็ใช้นิ้วมือช่วยทำความสะอาดฟันและเหงือกด้วยก็ได้สิ่งสำคัญต้องทำความเข้าใจว่าการทำ OP เป็นกระบวนการทำให้ระบบเมทาโบริซึมเข้มแข็งขึ้น
เพื่อให้ร่างกายเราแข็งแรง สิ่งที่ทำให้เราเห็นชัดเจนก็คือจะทำให้ฟันของเราแน่นขึ้น ไม่โยกคลอนทำให้เหงือกแข็งแรงสดใส ฟันก็จะขาวขึ้นการทำ OP จะดีที่สุดก็คือตอนก่อนอาหารเช้า
แต่ถ้าจะเร่งกระบวนการบำบัดให้เร็วขึ้น ก็ให้ทำ OP วันละ 3 เวลา ก่อนอาหารเช้า กลางวัน เย็น ตอนท้องว่างข้อควรระวังคือ1 อย่ากลืนน้ำมันที่ทำ OP ลงคอไป

จะต้องบ้วนน้ำมันที่อมอยู่ออกทิ้งไปแต่ก็อย่าวิตกกังวลถ้าเกิดกลืน หรือมีน้ำมันไหลลงคอไปบ้างร่างกายก็จะขับออกมาทางอุจจาระเอง2 ถ้าเกิดอาการแพ้หรือไม่ถูกโรคกับน้ำมันที่ใช้อยู่ ก็ให้ลองเปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ดู 3 น้ำมันทานตะวัน และน้ำมันงา นั้นใช้ได้ผลพอๆ กัน น้ำมันอื่นๆ ยังไม่พบว่าใช้มากนักและควรใช้น้ำมันสกัดเย็น (แต่ก่อนนั้นน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นยังไม่มีใช้ในอายุรเวทจะใช้น้ำมันงารักษาโรคเป็นส่วนใหญ่)


ประสบการณ์จากการบำบัดโดย Oil Pullingจากผลการสำรวจโดยหนังสือพิมพ์ในประเทศอินเดียผลสำรวจที่ได้ตอบรับกลับมา

1,041 รายตามผลการรายงานพอสรุปได้ดังนี้อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย คอ ศรีษะ 758 ราย/ อาการภูมิแพ้ ปัญหาที่ปอด หอบหืด หลอดลมอักเสบ 191 ราย /ปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง สีผิวที่ผิดปกติ อาการคัน รอยแผลเป็น ปื้นสีดำๆ ผื่นคัน 171 ราย/ ระบบย่อยอาหารที่ไม่ดี 155 ราย/ อาการท้องผูก 110 ราย / โรคข้ออักเสบปวดตามข้อ 91 ราย/ โรคหัวใจ โรค MS (อารมณ์แปรปรวน) 74 ราย/ โรคเบาหวาน 56 ราย/โรคริดสีดวงทวาร 27 ราย/ โรคเกี่ยวกับระบบสืบพันธ์ของสุภาพสตรี 21 ราย/อาการที่คล้ายโรคโปริโอ มะเร็ง โรคเรื้อนโรคเกี่ยวกับไต ปัสสาวะบ่อยโรคเกี่ยวกับระบบประสาท และอัมพาต การตายด้าน การหมุนเวียนเลือดไม่ดี 72 รายโรคผิวหนัง ผื่นคันอักเสบพุพอง ก็บำบัดได้ ฉันอายุ 79 ปีเกษียณจากครูแล้ว มีความปรารถนาที่จะมีสุขภาพดี

จึงได้ฝึกปฏิบัติ OP มาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 1995อาการที่มีคือ ผื่นคัน พุพอง(Eczema) มากว่า 30 ปีที่เท้าซ้าย ที่ได้ใช้วิธีการรักษามาหลายวีธีและก็เช่นเดียวกันกับที่นิ้วชี้มือขวาก็มีอาการมาไม่ต่ำกว่า 10 ปีแล้วและมีอาการปวดหลังช่วงล่างมาเป็นปี
หมอบอกว่ากระดูกสันหลังอักเสบ (Spondylitis) ฉันได้ฝึกปฏิบัติ OP ได้ 1 ปี กับอีก 8 เดือน อาการปวดหลังช่วงล่างก็หายไป

อาการที่เป็นผื่นคันพุพอง (Eczema) ที่นิ้วชี้มือขวาก็หายไปอาการที่ผิวหนังหายเป็นปกติอาการผื่นคันพุพองที่เท้าซ้ายเกือบจะปกติแล้วมีอาการคันบ้างในบางครั้งฉันรู้สึกมีความมั่นใจมากและจะปฏิบัติต่อไปมันเป็นวิธีการบำบัดที่แสนง่ายแต่เห็นผลน่าแปลกใจและฉันก็มั่นใจว่าอาการผื่นคันพุพองที่เท้าซ้ายจะหายไปในไม่ช้าแน่นอนโดย C.V.Purnachandra Rao, Chennal,

T.Nภูมิแพ้ หลอดลมอักเสบและหายใจดังฟู่ๆเมื่อสัก 3 เดือนที่ผ่านมา ผมและภรรยาได้ทำ Oil pulling อย่างสม่ำเสมอ เดิมผมมีปัญหากับอาการน้ำมูกไหลบ่อยเมื่อได้เริ่มใช้วิธีการดังกล่าวแล้ว
อาการก็ลดน้อยลง มีอาการบ้างบางวันไม่ทุกข์ทรมานเหมือนแต่ก่อน ผมเคยมีอาการเจ็ยคอ และมีเสมหะที่เหนียวข้นยากที่กำจัดมันออกได้ เดี่ยวนี้ไม่มีแล้วจมูกโล่งไม่เจ็บคออีกส่วนภรรยาซึ่งเคยมีอาการภูมิแพ้ หลอดลมอักเสบ มีเสียงหายใจดังฟู่ๆอาการก็ดีขึ้นหลังจากทำ OP มาโดย Dr. P.V.R.D.N. Prasad Sarma, (practicing since), 1955 Machillpatnam,

APอาการท้องผูก ริดสีดวงทวาร “ใช้วิธี OP ได้ผลดีมาก” ฉันใช้วิธีการ OP ตลอดมาปีหนึ่งแล้วโดยทำทุกวัน ๆ ละ 15 ถึง 20 นาที ในตอนเช้า ด้วยน้ำมันงาสีเหลืองนิดๆ ฉันอายุ 82 ปีแล้วเคยมีปัญหากับอาการท้องผูก และริดสีดวงทวาร
หาหมอรักษามาหลายหมอแล้วกินยาใช้ยามาก็มาก ก็แค่บรรเทาชั่วคราวฉันได้ฝึกทำ OP เพียง 2 สัปดาห์อาการที่เป็นกลับรู้สึกบรรเทาลงไม่ค่อยเจ็บปวดเวลาเคลื่อนไหวการอักเสบของริดสีดวงบรรเทาลงไป อาการถ่ายเอาของเสียออกเป็นไปด้วยดีขึ้น นอนหลับได้อย่างมีความสุขตลอดคืนอาการอาหารไม่ย่อยและไม่อยากอาหารหายไปหลักการแพทย์อายุรเวทได้ช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ทุกโรคเป็นสิ่งที่ดีมากที่จะมาเริ่มทำ OP เพื่อสุขภาพที่ดีโดย Padma Bhusan Sri Narayana Rao, People’Poet,

Tirupathi, A.Pโรคเบาหวาน การตั้งครรภ์การคลอดบุตรฉันอายุ 41 ปีแล้ว
เป็นโรคเบาหวาน ไม่มีบุตร หลังจากได้ฝึกปฏิบัติ OP ได้ 3 เดือน ฉันตั้งท้อง
ในช่วงตั้งท้องนั้น ปรากฏว่าระดับน้ำตาลสูงขึ้นฉันจึงได้หยุด OP ไปเดือนหนึ่ง โดยคิดว่าที่ทำให้น้ำตาลสูงขึ้นนี้ เป็นเพราะการทำ OP เพิ่งมาเข้าใจทีหลังว่า
นั่นคือสัญญาณแห่งการบำบัดที่ดีฉันจึงเริ่มปฎิบัติใหม่อีกครั้งระดับน้ำตาลของฉันค่อยๆ ลดลงฉันจึงปฏิบัติต่อไปเรื่อยๆ ขณะที่ตั้งครรภ์อยู่ตลอดมาจนกระทั่งคลอดบุตรโดยการผ่าออก
หมอได้ตรวจวัดค่าน้ำตาลในเลือดทั้งฉันและลูกปรากฎว่าเราสองคนแม่ลูกน้ำตาลไม่สูงบาดแผลรอยผ่าแห้ง รอยเย็บหายดีสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ภายใน 7 วันตัวหมอที่รักษาเองยังแปลกใจว่ามันเป็นไปได้อย่างไร นอกจากนั้นผลของการปฏิบัติ OP ยังมีผลดีกับฉันอีกหลายเรื่องน้ำหนักของฉัน


ffice:smarttags" />90 กิโลกรัม สูง 4 ฟุต11 นิ้วเท้าของฉันบิดๆ เวลาเดิน เท้าของฉันเคยติดเชื้อมีหนองไหลออกมาด้วยจากการได้ฝึกปฏิบัติ OP และได้เดินทุกวัน เท้ากลับมาแข็งแรงก้าวเดินเหินได้โดยไม่ยากเย็นเหมือนแต่ก่อนน้ำตาลในเลือดของฉันค่อยๆลดอย่างค่อยๆเป็นค่อยไปจนอาการเบาหวานหายไป ผิวหนังสะอาดสดใสรอยจุดด่างดำที่เคยปรากฏตามผิวหนังก็หายไปร่างกายรู้สึกแข็งแรง ฟันแข็งแรงสุขภาพเหงือกดี ผมที่เคยทีมีสีขาวและเทาก็กลับกลายเป็นสีดำโดย


Mrs. AVL Umamaheswari, Commercial Tax Dept, Eluru, A.P.อาการปวดหลังและปวดตามข้อฉันมีอาการเจ็บปวดข้อเข่ามาช้านานกว่า 10 ปีแล้วและมีอาการปวดหลังช่วงล่างมานานกว่า 2 ทศวรรษแล้วฉันได้พยายามรักษาโดยใช้ยามาหลายชนิด มันก็หายชั่วครู่ชั่วยาม ฉันเริ่มฝึกทำ OP เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 1995 เพียง 5 วันที่ฉันได้ปฏิบัติมาสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง ความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้น อาการปวดข้อเข่าและโรคปวดหลังช่วงล่างของฉันหายไปมันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อว่าอาการปวดข้อเข่าของฉันมันหายไปได้อย่างไรก็ยาที่กินมาตั้งมากมายและนานแสนนานยังรักษาไม่ได้
ผลที่ได้กลับแย่ลงอีกต่างหากโดย Sudedar Juvva Gandhi, Sub-area HQ, Karnataka, Bangaloreอาการปวดฟันฟันโยกคลอนฉันเป็นข้าราชการที่เกษียณแล้ว
ตอนนี้อายุ 86 ปีมีอาการปวดฟันหนักขึ้นเรื่อยๆ เป็นอาการปวดรวดร้าวแสนทรมานก็ได้ฝึกทำ OP บ้างแต่ยังมีความสงสัย เคลือบแคลงใจ
ไม่แน่ใจจึงได้ไปหาหมอฟันด้วยเมื่อมันปวดหนักขึ้น ฉันก็ลองทำเป็น 2 ครั้งต่อวันปรากฏว่าความปวดน้อยลง อีก 2 วันก็หายปวดอาการปวดนี้เกิดกับฟันซี่หน้าที่ใช้สำหรับกัด ตรงฐานรากของฟันดูจะโยกคลอน ไม่แน่นเมื่ออาการปวดฟันหายไปฉันจึงมีความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพ
และอาการโยกคลอนก็หายไปภายใน 2 สัปดาห์เท่านั้นมีความรู้สึกว่าตอนนี้ฟันดีมากฉันสามารถกัดผลไม้และอาหารที่ไม่แข็งมากนักได้นี่เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับฉันและฉันต้องขอขอบคุณแนวทาง

การรักษาโรคด้วยวิธี Oil Pulling จริงๆโดย G.R.Bhagavannarayana,(Retd,Govt service), 86 years, Rajamundry,533 105 AP.

วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ประวัติหลวงปู่ทวด


หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด


สมเด็จเจ้าพะโคะหรือหลวงพ่อทวด เป็นที่รู้จักของชาวไทยทุกภูมิภาคในฐานะพระศักดิ์สิทธิ์ที่มีอิทธิปาฏิหาริย์และอภิญญาแก่กล้าจนได้สมญาว่า "หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด" ประวัติอันพิสดารของท่านมีเล่าสืบกันมาไม่รู้จบสิ้น ยิ่งนานวันยิ่งซับซ้อนและขยายวงกว้างออกไปกลายเป็นความเชื่อความศรัทธาอย่างฝังใจ
หลวงพ่อทวดเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงๆ เรื่องราวต่อไปนี้ผู้เขียนได้รวบรวมจากหนังสืออ้างอิงหลายเล่มทั้งที่เป็นตำนานหลักฐานทางประวัติศาสตร์ หนังสือและเอกสารต่างๆ พอจะให้ท่านผู้อ่านได้ทราบว่า หลวงพ่อทวดคือใคร เกิดในสมัยใดและได้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและพระศาสนาไว้อย่างไรบ้าง เพื่อเป็นคติเตือนใจแก่อนุชนรุ่นหลังสืบไป
ทารกอัศจรรย์
เมื่อประมาณสี่ร้อยปีที่ผ่านมาในตอนปลายรัชสมัยของพระมหาธรรมราชา แห่งกรุงศรีอยุธยา ณ หมู่บ้านสวนจันทร์ ตำบลชุมพล เมืองจะทิ้งพระตรงกับวันศุกร์ เดือนสี่ ปีมะโรง พุทธศักราช 2125 ได้มีทารกเพศชายผู้หนึ่งถือกำเนิดจากครอบครัวเล็กๆ ฐานะยากจนแร้นแค้น แต่มีจิตอันเป็นกุศล ชอบทำบุญสุนทานยึดมั่นในศีลธรรมอันดี ปราศจากการเบียดเบียนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ทารกน้อยผู้นี้มีนายว่า "ปู" เป็นบุตรของนายหู นางจันทร์ ในขณะเยาว์วัย ทารกผู้นั้นยังความอัศจรรย์ให้แก่บิดามารดาตลอดจนญาติพี่น้องทั้งหลาย ด้วยอยู่มาวันหนึ่งมีงูตระบองสลาตัวใหญ่มาขดพันอยู่รอบเปลที่ทารกน้อยนอนหลับอยู่ และงูใหญ่ตัวนั้นไม่ยอมให้ใครเข้ามาใกล้เปลที่ทารกน้อยนอนอยู่เลย จนกระทั่งบิดามารดาของเด็กเกิดความสงสัยว่า พญางูตัวนั้นน่าจะเป็นเทพยดาแปลงมาเพื่อให้เห็นเป็นอัศจรรย์ในบารมีของลูกเราเป็นแน่แท้ จึงรีบหาข้าวตอกดอกไม้และธูปเทียนมาบูชาสักการะ งูใหญ่จึงคลายลำตัวออกจากเปลน้อย เลื้อยหายไป ต่อมาเมื่อพญางูจากไปแล้ว บิดามารดาทั้งญาติต่างพากันมาที่เปลด้วยความห่วงใยทารก ก็ปรากฏว่าเด็กชายปูยังคงนอนหลับอยู่เป็นปกติ แต่เหนือทรวงอกของทารกกลับมีดวงแก้วดวงหนึ่งมีแสงรุ่งเรืองเป็นรัศมีหลากสี ตาหู นางจันทร์จึงเก็บรักษาไว้ นับแต่บัดนั้นฐานะความเป็นอยู่การทำมาหากินก็จำเริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับอยู่สุขสบายตลอดมา
สามีราโม
เมื่อกาลล่วงมานานจนเด็กชายปูอายุได้เจ็ดขวบ บิดาได้นำไปฝากสมภารจวง วัดกุฏิหลวง (วัดดีหลวง) เพื่อให้เล่าเรียนหนังสือเด็กชายปูมีความเฉลียวฉลาดมาก สามารถเรียนหนังสือขอมและไทยได้อย่างรวดเร็ว ครั้นอายุได้ 15 ปี ก็บรรพชาเป็นสามเณรและบิดาได้มอบแก้ววิเศษไว้เป็นของประจำตัว ต่อมาสามเณรปูได้ไปศึกษาต่อกับสมเด็จพระชินเสน ที่วัดสีหยัง (สีคูยัง) ครั้นอายุครบอุปสมบทจึงได้เดินทางไปศึกษาต่อที่นครศรีธรรมราช ณ สำนักพระมหาเถระปิยทัสสี ได้ทำการอุปสมบทมีฉายาว่า "ราโม ธมฺมิโก" แต่คนทั่วไปเรียกท่านว่า "เจ้าสามีราม" หรือ "เจ้าสามีราโม" เจ้าสามีรามได้ศึกษาอยู่ที่วัดท่าแพ วัดสีมาเมือง และวัดอื่นๆ อีกหลายวัด เมื่อเห็นว่าการศึกษาที่นครศรีธรรมราชเพียงพอแล้วจึงขอโดยสารเรือสำเภาเดินทางไปกรุงศรีอยุธยา ขณะเดินทางถึงเมืองชุมพร เกิดคลื่นทะเลปั่นป่วน เรือไม่สามารถแล่นฝ่าคลื่นลมไปได้ต้องทอดสมออยู่ถึงเจ็ดวัน ทำให้เสบียงอาหารและน้ำหมดบรรดาลูกเรือตั้งข้อสงสัยว่าการที่เกิดเหตุอาเพศในครั้งนี้เพราะเจ้าสามีราม จึงตกลงใจให้ส่งเจ้าสามีรามขึ้นเกาะและได้นิมนต์ให้เจ้าสามีรามลงเรือมาด ขณะที่นั่งอยู่ในเรือมาดนั้น ท่านได้ห้อยเท้าแช่ลงไปในทะเลก็บังเกิดอัศจรรย์น้ำทะเลบริเวณนั้นเป็นประกายแวววาวโชติช่วง
เจ้าสามีรามจึงบอกให้ลูกเรือตักน้ำขึ้นมาดื่มก็รู้สึกว่าเป็นน้ำจืด จึงช่วยกันตักไว้จนเพียงพอ นายสำเภาจึงนิมนต์ให้ท่านขึ้นสำเภาอีก และตั้งแต่นั้นมาเจ้าสามีรามก็เป็นชีต้นหรืออาจารย์สืบมา เมื่อถึงกรุงศรีอยุธยา ก็ได้ไปพำนักอยู่ที่วัดแค ศึกษาธรรมะที่ วัดลุมพลีนาวาส ต่อมาได้ไปพำนักอยู่ที่วัดของสมเด็จพระสังฆราช ได้ศึกษาธรรมและภาษาบาลี ณ ที่นั้นจนเชี่ยวชาญจึงทูลลาสมเด็จพระสังฆราชไปจำพรรษาที่วัดราชนุวาส เมื่อประมาณ พ.ศ. 2149 ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระเอกาทศรถ

รบด้วยปัญญา

กระทั่งวันหนึ่งถึงกาลเวลาที่ชื่อเสียงของหลวงพ่อทวดหรือเจ้าสามีรามจะระบือลือลั่นไปทั่วกรุงสยาม จึงได้มีเหตุพิสดารอุบัติขึ้นในรัชสมัยของพระเอกาทศรถ กล่าวคือ สมัยนั้นพระเจ้าวัฏฏะคามินี แห่งประเทศลังกา ซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรแหลมทองทางภาคใต้ คิดแก้มือด้วยการท้าพนันแปลธรรมะ และต้องการจะแผ่พระบรมเดชานุภาพมาทางแหลมทอง ใคร่จะได้กรุงศรีอยุธยามาเป็นประเทศราช แต่พระองค์ไม่ปรารถนาให้เกิดศึกสงครามเสียชีวิตแก่ประชาชนทั้งสองฝ่าย จึงทรงวางแผนการเมืองด้วยสันติวิธี คิดหาทางรวบรัดเอากรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองขึ้นด้วยสติปัญญาเป็นสำคัญ เมื่อคิดได้ดังนั้น พระเจ้ากรุงลังกาจึงมีพระบรมราชโองการสั่งให้พนักงาน ท้องพระคลังเบิกจ่ายทองคำบริสุทธิ์แล้วให้ช่างทองประจำราชสำนักไปหล่อ ทองคำเหล่านั้นให้เป็นตัวอักษรบาลีเล็กเท่าใบมะขาม ตามพระอภิธรรมทั้งเจ็ดคัมภีร์ จำนวน 84,000 ตัว จากนั้นก็ทรงรับสั่งให้พราหมณ์ผู้เฒ่าอันมีฐานะเทียบเท่าปุโรหิตจำนวนเจ็ดท่านคุมเรืองสำเภาเจ็ดลำบรรทุกเสื้อผ้าแพรพรรณ และของมีค่าออกเดินทางมายังกรุงศรีอยุธยาพร้อมกับปริศนาธรรมของพระองค์
เมื่อพราหมณ์ทั้งเจ็ดเดินทางลุล่วงมาถึงกรุงสยามแล้วก็เข้าเฝ้าถวายพระราชสาส์นของกษัตริย์ตนแก่พระเจ้าเอกาทศรถ มีใจความในพระราชสาส์นว่า
พระเจ้ากรุงลังกาขอท้าให้พระเจ้ากรุงสยามทรงแปลและเรียบเรียงเมล็ดทองคำตามลำดับให้เสร็จภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับพระราชสาส์นนี้เป็นต้นไป ถ้าทรงกระทำไม่สำเร็จตามสัญญาก็จะยึดกรุงศรีอยุธยาให้อยู่ใต้พระบรมเดชานุภาพของพระองค์ และทางกรุงสยามจะต้องส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทองอีกทั้งเครื่องราชบรรณาการแก่กรุงลังกาตลอดไปทุกๆ ปีเยี่ยงประเทศราชทั้งหลาย

พระสุบินนิมิต
เมื่อพระเอกาทศรถทรงทราบความ ดังนั้น จึงมีพระบรมราชโองการให้สังฆการีเขียนประกาศนิมนต์พระราชาคณะและพระเถระทั่วพระมหานคร ให้กระทำหน้าที่เรียบเรียงและแปลตัวอักษรทองคำในครั้งนี้ แต่ก็ไม่มีท่านผู้ใดสามารถเรียบเรียงและแปลอักษรทองคำในครั้งนี้ได้จนกาลเวลาลุล่วงผ่านไปได้หกวัน ยังความปริวิตกแก่พระองค์และไพร่ฟ้าประชาชนต่างพากันโจษขานถึงเรื่องนี้ให้อื้ออึงไปหมด
ครั้นราตรีกาลยามหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเข้าพระบรรทมทรงสุบินว่า ได้มีพระยาช้างเผือกลักษณะบริบูรณ์เฉกเช่นพระยาคชสารเชือกหนึ่ง ผายผันมาจากทางทิศตะวันตก เยื้องย่างเข้ามาในพระราชนิเวศน์แล้วก้าวเข้าไปยืนผงาดตระหง่านบนพระแท่นพลางเปล่งเสียงโกญจนาทกึกก้องไปทั่วทั้งสี่ทิศ เสียงที่โกญจนาทด้วยอำนาจของพระยาคชสารเชือกนั้นยังให้พระองค์ทรงสะดุ้งตื่นจากพระบรรทม
รุ่งเช้าเมื่อพระองค์เสด็จออกว่าราชการ ได้ทรงรับสั่งถึงพระสุบินนิมิตประหลาดให้โหรหลวงฟังและได้รับการกราบถวายบังคมทูลว่า เรื่องนี้หมายถึงชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์และพระบรมเดชานุภาพจะแผ่ไพศาลไปทั่วสารทิศเป็นที่เกรงขามแก่อริราชทั้งปวง ทั้งจะมีพระภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งจากทางทิศตะวันตก มาช่วยขันอาสาแปลและเรียบเรียงตัวอักษรทองคำปริศนาได้สำเร็จ พระเจ้าอยู่หัวได้ฟังดังนั้นจึงค่อยเบาพระทัย และรับสั่งให้ข้าราชบริพารทั้งมวลออกตามหาพระภิกษุรูปนั้นทันที

อักษรเจ็ดตัว

ต่อมาสังฆการีได้พยายามเสาะแสวงหาจนไปพบ "เจ้าสามีราม" ที่วัดราชานุวาส และเมื่อได้ไต่ถามได้ความว่าท่านมาจากเมืองตะลุง (พัทลุงในปัจจุบัน) เพื่อศึกษาพระธรรมวินัย สังฆการี จึงเล่าความตามเป็นจริงให้เจ้าสามีรามฟังทั้งได้อ้างตอนท้ายว่า "เห็นจะมีท่านองค์เดียวที่ตรงกับพระสุบินของพระเจ้าอยู่หัว จึงใคร่ขอนิมนต์ให้ไปช่วยแก้ไขในเรื่องร้ายดังกล่าวให้กลายเป็นดี ณ โอกาสนี้" ครั้นแล้วเจ้าสามีรามก็ตามสังฆการีไปยังที่ประชุมสงฆ์ ณ ท้องพระโรง พระเจ้าอยู่หัวทรงมีรับสั่งให้พนักงานปูพรมให้ท่านนั่งในที่อันควร พราหมณ์ทั้งเจ็ดคนได้ประมาทเจ้าสามีรามโดยว่า เอาเด็กสอนคลานมาให้แก้ปริศนา เจ้าสามีรามก็แก้คำพราหมณ์ว่า กุมารเมื่ออกมาแต่ครรภ์พระมารดา กี่เดือนกี่วันจึงรู้คว่ำ กี่เดือนกี่วันจึงรู้นั่ง กี่เดือนกี่วันจึงรู้คลาน จะว่ารู้คว่ำแก่ หรือจะว่ารู้นั่งแก่ หรือจะว่ารู้คลานแก่ ทำไมจึงว่าเราจะแก้ปริศนาธรรมมิได้ พราหมณ์ก็นิ่งไปไม่สามารถตอบคำถามท่านได้ จากนั้นจึงรีบนำบาตรใส่อักษรทองคำเข้าไปประเคนแก่เจ้าสามีราม
ท่านรับประเคนมาจากมือพราหมณ์แล้วนั่งสงบจิตอธิษฐานว่า "ขออำนาจคุณบิดามารดาครูบาอาจารย์และอำนาจผลบุญกุศลที่ได้สร้างมาแต่ปางก่อนและอำนาจเทพยดาที่รักษาพระนครตลอดถึงเทวดาอารักษ์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ครั้งนี้อาตมาจะแปลพระธรรมช่วยกู้บ้านกู้เมือง ขอให้ช่วยดลบันดาลจิตใจให้สว่างแจ้งขจัดอุปสรรคที่จะมาขัดขวาง ขอให้แปลพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าสำเร็จสมปรารถนาเถิด" ท่านรับประเคนมาจากมือพราหมณ์แล้วนั่งสงบจิตอธิษฐานว่า "ขออำนาจคุณบิดามารดาครูบาอาจารย์และอำนาจผลบุญกุศลที่ได้สร้างมาแต่ปางก่อนและอำนาจเทพยดาที่รักษาพระนครตลอดถึงเทวดาอารักษ์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ครั้งนี้อาตมาจะแปลพระธรรมช่วยกู้บ้านกู้เมือง ขอให้ช่วยดลบันดาลจิตใจให้สว่างแจ้งขจัดอุปสรรคที่จะมาขัดขวาง ขอให้แปลพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าสำเร็จสมปรารถนาเถิด"
ครั้นแล้วท่านก็คว่ำบาตรเทอักษรทองคำเริ่มแปลปริศนาธรรมทันที ด้วยอำนาจบุญญาบารมี กฤษดาภินิหารของท่านที่ได้จุติลงมาเป็นพระโพธิสัตว์โปรดสัตว์ในพระพุทธศาสนา กอปรกับโชคชะตาของประเทศชาติที่จะไม่เสื่อมเสียอธิปไตย เดชะบุญญาบารมีในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เทพยาดาทั้งหลายจึงดลบันดาลให้ท่านเรียบเรียงและแปลอักษรจากเมล็ดทองคำ 84,000 ตัว เป็นลำดับโดยสะดวกไม่ติดขัดประการใดเลย
ขณะที่ท่านเรียบเรียงและแปลอักษรไปได้มากแล้ว ปรากฏว่าเมล็ดทองคำตัวอักษรขาดหายไปเจ็ดตัวคือ ตัว สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ ท่านจึงทวงถามเอาที่พราหมณ์ทั้งเจ็ด พราหมณ์ทั้งเจ็ดก็ยอมจำนวน จึงประเคนเมล็ดทองคำที่ตนซ่อนไว้นั้นให้ท่านแต่โดยดี ปรากฏว่าท่านแปลพระไตรปิฎกจากเมล็ดทองคำสำเร็จบริบูรณ์เป็นการชนะพราหมณ์ในเวลาเย็นของวันนั้น

พระราชมุนี

สมเด็จพระเอกาทศรถทรงพระโสมนัสยินดีเป็นที่ยิ่ง ทรงมีรับสั่งถวายราชสมบัติให้แก่เจ้าสามีรามให้ครอง 7 วัน แต่ท่านก็มิได้รับโดยให้เหตุผลว่าท่านเป็นสมณะ พระองค์ก็จนพระทัยแต่พระประสงค์อันแรงกล้าที่จะสนองคุณความดีความชอบอันใหญ่ยิ่งให้แก่ท่านในครั้งนี้ จึงพระราชทานสมณศักดิ์ให้เจ้าสามีรามเป็น "พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์" ในเวลานั้น พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์หรือหลวงพ่อทวดได้ไปจำพรรษาอยู่ ณ วัดราชานุวาส ศึกษาและปฏิบัติธรรมอยู่เป็นเวลาหลายปี ด้วยความสงบร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา

โรคห่าเหือดหาย


ต่อจากนั้น กรุงศรีอยุธยาเกิดโรคห่าระบาดไปทั่วเมือง ประชาราษฎรล้มป่วยเจ็บตายลงเป็นอันมาก ประชาชนพลเมืองเดือดร้อนเป็นยิ่งนัก สมัยนั้นหยูกยาก็ไม่มี นิยมใช้รักษาป้องกันด้วยอำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยพระเจ้าอยู่หัวทรงพระวิตกกังวลมากเพราะไม่มีวิธีใดจะช่วยรักษาและป้องกันโรคนี้ได้ ทรงระลึกถึงพระราชมุนีฯ มีรับสั่งให้อำมาตย์ไปนิมนต์ท่านเจ้าเฝ้า ท่านได้ช่วยไว้อีกครั้งโดยรำลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัยและดวงแก้ววิเศษ แล้วทำน้ำพระพุทธมนต์ประพรมแก่ประชาชนทั่วทั้งพระนคร โรคห่าก็หายขาดด้วยอำนาจ คุณความดีและคุณธรรมอันสูงส่ง ทำให้พระเจ้าอยู่หัวทรงเลื่อนสมณศักดิ์ท่านขึ้นเป็นพระสังฆราชมีนามว่า "พระสังฆราชคูรูปาจารย์" และทรงพอพระราชหฤทัยในองค์ท่านเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับทรงมีรับสั่งว่า "หากสมเด็จเจ้าฯ ประสงค์สิ่งใด หรือจะบูรณะวัดวาอารามใดๆ ข้าพเจ้าจะอุปถัมภ์ทุกประการ"

กลับสู่ถิ่นฐาน


ครั้นกาลเวลาล่วงไปหลายปี สมเด็จเจ้าฯได้เข้าเฝ้า ถวายพระพรทูลลาจะกลับภูมิลำเนาเดิม พระองค์ทรงอาลัยมาก ไม่กล้าทัดทานเพียงแต่ตรัสว่า "สมเด็จอย่าละทิ้งโยม" แล้วเสด็จมาส่งสมเด็จเจ้าฯ จนสิ้นเขตพระนครศรีอยุธยา
ขณะที่ท่านรุกขมูลธุดงค์ สมเด็จเจ้าฯ ได้เผยแผ่ธรรมะไปด้วยตามเส้นทาง ผ่านที่ไหนมีผู้เจ็บป่วยก็ทำการรักษาให้ ตามแนวทางที่ท่านเดินพักแรมที่ใดนั้น ที่นั่นก็เกิดเป็นสถานศักดิ์สิทธิ์ ประชาชนในถิ่นนั้นได้ทำการเคารพสักการะบูชามาถึงบัดนี้ ได้แก่ที่บ้านโกฏิ อำเภอปากพนัง ที่หัวลำภูใหญ่ อำเภอหัวไทร และอีกหลายแห่ง

สมเด็จเจ้าพะโคะ


ต่อจากนั้น ท่านก็ได้ธุดงค์ไปจนถึงวัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะ อันเป็นจุดหมายปลายทาง ประชาชนต่างซึ่งชื่นชมยินดีแซ่ซ้องสาธุการต้อนรับท่านเป็นการใหญ่ และได้พร้อมกันถวายนามท่านว่า "สมเด็จเจ้าพะโคะ" และเรียกชื่อวัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะว่า "วัดพะโคะ" มาจนบัดนี้ สมเด็จเจ้าฯ เห็นวัดพระโคะเสื่อมโทรมมาก เนื่องจากถูกข้าศึกทำลายโจรกรรม มีสภาพเหมือนวัดร้างสมเด็จเจ้าฯ กับท่านอาจารย์จวง คิดจะบูรณะปฏิสังขรณ์วัดพะโคะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบ ยินดีและอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง โปรดให้นายช่างผู้ชำนาญ 500 คน และทรงพระราชทานสิ่งของต่างๆ และเงินตราเพื่อการนี้เป็นจำนวนมาก ใช้เวลาประมาณ 3 ปี จึงแล้วเสร็จ สิ่งสำคัญในวัดพะโคะหรือ พระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุซึ่งพระอรหันต์นามว่าพระมหาอโนมทัสสีได้เป็นผู้เดินทางไปอัญเชิญมาจากประเทศอินเดียสมเด็จเจ้าฯ ได้จำพรรษาเผยแผ่ธรรมที่วัดพะโคะอยู่หลายพรรษา

เหยียบน้ำทะเลจืด

ขณะที่สมเด็จเจ้าฯ จำพรรษาอยู่ ณ วัดพะโคะ ครั้งนี้คาดคะเนว่า ท่านมีอายุกาลถึง 80 ปีเศษ อยู่มาวันหนึ่งท่านถือไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์ประจำตัวไม้เท้านี้มีลักษณะคดไปมาเป็น 3 คด ชาวบ้านเรียกว่า "ไม้เท้า 3 คด" ท่านออกจากวัดมุ่งหน้าเดินไปยังชายฝั่งทะเลจีน ขณะที่ท่านเดินพักผ่อนรับอากาศทะเลอยู่นั้น ได้มีเรือโจรสลัดจีนแล่นเลียบชายฝั่งมา พวกโจรจีนเห็นท่านเดินอยู่คิดเห็นว่าท่านเป็นคนประหลาดเพราะท่านครองสมณเพศ พวกโจรจึงแวะเรือเทียบฝั่งจับท่านลงเรือไป เมื่อเรือโจรจีนออกจากฝั่งไม่นาน เหตุมหัศจรรย์ก็ปรากฏขึ้น คือ เรือลำนั้นแล่นต่อไปไม่ได้ต้องหยุดนิ่งอยู่กับที่ พวกโจรจีนพยายามแก้ไขจนหมดความสามารถเรือก็ยังไม่เคลื่อน จึงได้จอดเรือนิ่งอยู่ ณ ที่นั้นเป็นเวลาหลายวันหลายคืน ในที่สุดน้ำจืดที่นำมาบริโภคในเรือก็หมดสิ้น จึงขาดน้ำจืดดื่มและหุงต้มอาหารพากันเดือดร้อนกระวนกระวายด้วยกระหายน้ำเป็นอย่างมาก สมเด็จเจ้าฯ ท่านเห็นเหตุการณ์ความเดือดร้อนของพวกโจรถึงขั้นที่สุดแล้ว ท่านจึงเหยียบกราบเรือให้ตะแคงต่ำลงแล้วยื่นเท้าเหยียบลงบนผิวน้ำทะเลทั้งนี้ย่อมไม่พ้นความสังเกตของพวกโจรจีนไปได้
เมื่อท่านยกเท้าขึ้นจากพื้นน้ำทะเลแล้วก็สั่งให้พวกโจรตักน้ำตรงนั้นมาดื่มชิมดู พวกโจรจีนแม้จะไม่เชื่อก็จำเป็นต้องลองเพราะไม่มีทางใดจะช่วยตัวเองได้แล้ว แต่ได้ปรากฏว่าน้ำทะเลเค็มจัดที่ตรงนั้นแปรสภาพเป็นน้ำจืดเป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก พวกโจรจีนได้เห็นประจักษ์ในคุณอภินิหารของท่านเช่นนั้น ก็พากันหวาดเกรงภัยที่จะเกิดแก่พวกเขาต่อไป จึงได้พากันกราบไหว้ขอขมาโทษแล้วนำท่านล่องเรือส่งกลับขึ้นฝั่งต่อไป
เมื่อสมเด็จเจ้าฯ ขึ้นจากเรือเดินกลับวัด ถึงที่แห่งหนึ่งท่านหยุดพักเหนื่อย ได้เอา "ไม้เท้า 3 คด" พิงไว้กับต้นยางสองต้นอันยืนต้นคู่เคียงกัน ต่อมาต้นยางสองต้นนั้นสูงใหญ่ขึ้น ลำต้นและกิ่งก้านสาขาเปลี่ยนไปจากสภาพเดิกกลับคดๆ งอๆ แบบเดียวกับรูปไม้เท้าทั้งสองต้น ประชาชนในถิ่นนั้นเรียกว่าต้นยางไม้เท้า ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งปรากฏอยู่ถึงทุกวันนี้
สมเด็จเจ้าพะโคะหรือหลวงพ่อทวดครองสมณเพศและจำพรรษาอยู่ที่วัดพะโคะ เป็นที่พึ่งของประชาราษฎร์มีความร่มเย็นเป็นสุข ได้ช่วยการเจ็บไข้ได้ทุกข์ บำรุงสุข เทศนาสั่งสอนธรรมของพระพุทธองค์ ประดุจร่มโพธิ์ร่มไทรของปวงพุทธศาสนิกชนตลอดมา


สังขารธรรม


หลังจากนั้นหลายพรรษา สมเด็จเจ้าฯ หายไปจากวัดพะโคะเที่ยวจาริกเผยแผ่ธรรมะไปหลายแห่ง จากหลักฐานทราบว่าท่านได้ไปพำนักที่เมืองไทรบุรี ชาวบ้านเรียกท่านว่า "ท่านลังกา" และได้ไปพำนักที่วัดช้างไห้ ชาวบ้านเรียกท่านว่า "ท่านช้างให้" ดังนี้ ท่านได้สั่งแก่ศิษย์ว่าหากท่านมรณภาพเมื่อใด ขอให้ช่วยกันจัดการหามศพไปทำการฌาปนกิจ ณ วัดช้างให้ด้วย ขณะหามศพพักแรมนั้น ณ ที่ใดน้ำเหลืองไหลลงสู่พื้นดิน ที่ตรงนั้นให้เอาเสาไม้แก่นปักหมายไว้ต่อไปข้างหน้าจะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่มาไม่นานเท่าไร ท่านก็ได้มรณภาพลงด้วยโรคชรา ปวงศาสนิกก็นำพระศพมาไว้ที่วัดช้างให้ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี สถานที่ที่สมเด็จเจ้าฯ เคยพำนักอยู่ หรือไปมา นับได้ดังนี้ วัดกุฎิหลวง วัดสีหยัง วัดเสมาเมือง นครศรีธรรมราช กรุงศรีอยุธยา วัดพะโคะ วัดเกาะใหญ่ วัดในไทรบุรี และวัดช้างให้


ปัจฉิมภาค


สมเด็จเจ้าฯ ในฐานะพระโพธิสัตว์หน่อพระพุทธภูมิ ผู้ทรงศีลวิสุทธิทรงธรรมและปัญญาญาณอันล้ำเลิศ กอปรด้วยกฤษดาภินิหารและปาฏิหาริย์ไม่ว่าท่านจะพำนักอยู่สถานที่ใด ที่นั่นจะเป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ไม่ว่าท่านจะจาริกไป ณ ที่ใด ก็จะมีคนกราบไหว้ฟังธรรม หลักการปฏิบัติของท่านเป็นหลักสำคัญของพระโพธิสัตว์คือช่วยเหลือประชาชนและเผยแพร่ธรรมะให้ชาวโลกอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข มีความเคารพเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ สมดังคำว่า "พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สรณัง คัจฉามิ" ตลอดไป

ชาติกาล 3 มีนาคม พ.ศ. 2125
ชาติภูมิ บ้านเลียบ ต.ดีหลวง อ.สทิงพระ จ.สงขลาบรรพชา เมื่ออายุได้ 15 ปี
อุปสมบท เมื่ออายุ 20 ปี
มรณภาพ 6 มีนาคม พ.ศ.2225สิริรวมอายุได้ 99 ปี



คติธรรมคำสอนของหลวงปู่ทวด


ธรรมประจำใจ พูดมาก เสียมาก พูดน้อย เสียน้อย ไม่พูด ไม่เสีย นิ่งเสีย โพธิสัตว์


ละได้ย่อมสงบทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ล้วนแต่เคลื่อนที่ไปสู่ความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ทุกอย่างในโลกนี้ เคลื่อนไปสู่การสลายตัวทั้งสิ้น


ไม่ยึด ไม่ทุกข์ ไม่สุข ละได้ย่อมสงบ

สันดาน


ภูเขาถูกมนุษย์ทำลายลงมาได้

แต่สันดานของคนเราที่นอนนิ่งอยู่ในก้นบึ้ง

ซึ่งไม่เหมือนกันย่อมขัดเกลาให้ดีเหมือนกันได้ยาก

ชีวิตทุกข์

การเกิดมาเป็นมนุษย์ชาติหนึ่ง

จะว่าประเสริฐก็ประเสริฐ

จะว่าไม่ประเสริฐก็ไม่ประเสริฐ

จะเห็นได้ว่า ตื่นเช้าก็มีความทุกข์เข้าครอบงำ

จะต้องล้างหน้า ล้างปาก ล้างฟัน ล้างมือ

เสร็จแล้วจะต้องกินต้องถ่าย

นี่คือ ความทุกข์แห่งกายเนื้อ

เมื่อเราจะออกจากบ้านก็จะประสบความทุกข์ในหมู่คณะ ในการงาน

ในสัมมาอาชีวะ

การเลี้ยงตนชอบ นี่คือ ความทุกข์ในการแสวงหาปัจจัยบรรเทาทุกข์การที่เราจะไม่ต้องทุกข์มากนั้น เราจะต้องรู้ว่า เรานี้จะต้องไม่เอาชีวิตไปฝากสังคม

เราต้องเป็นตัวของเราเองและเราจะต้องวินิจฉัย

ในเหตุการณ์ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับตัวเราว่าส่งใดเราควรทำ

สิ่งใดไม่ควรทำยากกว่าการเกิดในการที่เราเกิดมา

ชีวิตแห่งการเกิดนั้นง่าย แต่ชีวิตแห่งการอยู่นั้นสิยาก

เราจะทำอย่างไรให้อยู่ได้อย่างสุขสบายไม่สิ้นสุดแม่น้ำทะเล และมหาสมุทร ไม่มีที่สิ้นสุดของน้ำ ฉันใดกิเลสตัณหาของมนุษย์ก็ย่อมไม่มีที่สิ้นสุด

ฉันนั้นยึดจึงเดือดร้อนทุก วันนี้ เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อน

ก็เพราะมนุษย์ไปยึดโนน่

ยึดนี่ ยึดพวกยึดพ้อง ยึดหมู่ยึดคณะ ยึดประเทศเป็นสรณะ โดยไม่คำนึงถึงธรรม

สากลจักรวาลโลกมนุษย์นี้ ทุกคนมีกรรมจึงเกิดมาเป็นสัตว์โลก สัตว์โลกทุนคนต้องใช้กรรมตามวาระ ตามกรรม ถ้าทุกคนยึดถือเป็นอารมณ์ ก็จะเกิดการเข่นฆ่ากัน

เกิดการฆ่าฟันกัน เพราะอารมณ์แห่งการยึดถืออายตนะ

ฉะนั้น ต้องพิจารณาให้ถ่องแท้ว่า สิ่งใดทำแล้ว สัตว์โลกมีความสุข สิ่งนั้นควรทำ

นี่คือ หลักความจริงของธรรมะอยู่ให้สบายในภาวะแห่งการที่จะอยู่อย่างสบายนั้น

เราต้องอยู่กันอย่างไม่ยึด อยู่กันอย่างไม่ยินดี อยู่กันอย่างไม่ยินร้าย อยู่กันอย่างพยายามให้จิตวิญญาณของนามธรรมนั้นเหนืออารมณ์

เหนือคำสรรเสริญ เหนือนินทา เหนือความผิดหวัง เหนือความสำเร็จ เหนือรัก เหนือชังการอยู่อย่างมีธรรมารมณ์คือ การอยู่เหนือความรู้สึกทั้งปวง

อยู่อย่างรู้หน้าที่การเป็นคน และรู้หน้าที่ในการงาน

คือรู้ว่า สิ่งที่เราทำนั้น เป็นสิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่ทำเพื่อหวังผลตอบแทน

เพราะถ้าเราทำงานเพื่อหวังผลตอบแทนต่างๆแล้วถ้าสิ่งต่างๆไม่สัมฤทธิ์ผลตามความหวังนั้น

เราย่อมเกิดความโทมนัส เสียใจน้อยใจ

เป็นทุกข์กรรมถ้าเรามีชีวิตอยู่อย่างที่ว่า เกิดเพราะกรรม อยู่เพื่อกรรม ทำเพราะกรรม ตายเพราะกรรมแล้ว ชีวิตการเป็นมนุษย์ย่อมมีความภิรมย์ มีความรื่นเริงมารยาทของผู้เป็นใหญ่"

ผู้ใหญ่ไม่ใช่อยู่ที่เกิดก่อน ผู้ดีไม่ใช่อยู่ที่เรียนสูง

" มารยาทจรรยาของการเป็นผู้ใหญ่

ก็คือ ต้องสุขุมรอบคอบ และไม่ยึดติดเสียงเป็นหลัก คือ

ต้องไม่หวั่นไหวกับคำนินทาและสรรเสริญโลกิยะหรือโลกุตระคน

ที่เดินทางโลกุตระ ย่อมไปดีทางโลกิยะไม่ได้

คนที่เดินทางโลกิยะย่อมสำเร็จทางโลกุตระได้ยาก เพราะอะไร ?

ถ้าคนหนึ่งสำเร็จได้ทั้งโลกิยะ

และโลกุตระง่ายแล้ว ทำไม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธโคดม

ต้องสละราชบัลลังก์แห่งจักรพรรดิไปเป็นธรรมราชาเล่าถ้าเป็นไปได้ พระองค์เป็นมหาจักรพรรดิพร้อมทั้งธรรมราชา ไม่ดีหรือ? แต่มันเป็นไปไม่ได้ เพราะโลกของโลกิยะและโลกุตระเดินคู่ขนานกัน เราต้องตัดสินใจ ต้องมีความเด็ดเดี่ยวและ

กล้าหาญในการที่จะเลือกทางใดทางหนึ่งศิษย์แท้พิจารณากาย ในกาย พิจารณาธรรม ในธรรม พิจารณาวิญญาณ ในวิญญาณ นั่นแหละ คือ สานุศิษย์อันแท้จริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารู้ซึ้งทุกอย่างจะต้องมีเหตุ เมื่อมีเหตุจึงจะมีผล ผลนั้นเกิดจากเหตุ เราได้วินิจฉัยข้อนี้แล้ว

เราจึงรู้ซึ้งถึงพุทธศาสนาใจสำคัญการทำบุญนั้น

จะต้องทำด้วยจิตใจบริสุทธิ์ จะต้องทำด้วยความศรัทธา

ผลสะท้อนมันจะเกิดขึ้น เกินความคาดหมายหยุดพิจารณาคน เรานี้ ถ้าไม่มีอะไรทำอยู่ในที่วิเวกคนเดียว จิตมันจะฟุ้งซ่าน และถ้าภาวะนั้นตนไม่ปล่อยให้จิตฟุ้งซ่านไปเรื่อยๆคือ

หยุดพิจารณาแล้วค้นสัจจะของ ศีล สมาธิ ปัญญา ย่อมที่จะค้นหาสัจจะในธรรมะได้บริจาคทำบุญสังฆทานเป็นจาคะ จาคะเป็นการบริจาคโภคทรัพย์ภายนอกการสวดมนต์เป็นการภาวนา การภาวนาเป็นการบริจาคภายใน เพราะฉะนั้น

ถ้านับในด้านทิพย์อำนาจ การบริจาคภายในย่อมได้กุศล

มากว่า การบริจาคภายนอก นี่คือเรื่องของนามธรรมทำด้วยใจสงบเราจะทำบุญก็ดี เราจะทำอะไรก็ดี จงทำด้วยความสงบ อย่าทำด้วยอารมณ์แห่งความร้อน

เพราะการทำด้วยอารมณ์ร้อนนั้น มันจะพาเราไปสู่หายนะ เมื่อเกิดอารมณ์ร้อน เราจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จงอย่าทำ นั่งให้จิตใจมันสบายเสียก่อน เมื่อจิตใจสบายแล้วปัญญาก็เกิด

เมื่อเกิดปัญญาแล้ว จะทำสิ่งใดก็เป็นไปโดยความสะดวกมีสติพร้อมจะ ทำสิ่งใดก็ตาม เราต้องมีสติพร้อม คือ อย่าให้มีโทสะ อย่าให้อารมณ์เข้ามาควบคุมสติ

อย่าให้เรื่องส่วนตัวและ

ขาดเหตุผลมาอยู่เหนือความจริงเตือนมนุษย์มนุษย์ผู้ใด เห็นแก่งานส่วนตัว

มนุษย์ผู้นั้น จะไม่มีงานทำในไม่ช้ามนุษย์ผู้ใด

เห็นแก่ทรัพย์ส่วนตัว มนุษย์ผู้นั้น จะไม่มีทรัพย์ครองในไม่ช้ามนุษย์ผู้ใด

เห็นแก่นอนมาก มนุษย์ผู้นั้น จะไม่ได้นอนในไม่ช้าพิจารณาตัวเองคืน หนึ่งก็ดี วันหนึ่งก็ดี ควรให้มีเวลาว่างสัก 5 นาที หรือ 10 นาที ไม่ติดต่อกับใคร ให้นั่งเฉยๆ

คิดถึงเหตุการณ์ที่เราทำไปแต่ละวันๆ

ว่าที่เราทำไปนั้นเป็นอย่างไร คือให้ปลีกตัวมีเวลาเป็นของตัวเองบ้าง คิดเอาแต่เรื่องของตัว อย่าไปคิดเรื่องของคนอื่น เพราะมนุษย์เราส่วนมากทุกวันนี้ มักเอาแต่เรื่องของคนอื่นมาคิด

ไม่ค่อยคิดเรื่องของตัวเอง



วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี


สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)
วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ
(2319 – 2415)

นามเดิม โต
โยมบิดา-มารดา ท่านเป็นโอรสนอกเศวตฉัตรในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี เมื่อครั้งพระองค์ยังทรงพระยศเป็นเจ้าพระยาจักรี กับนางงุด ชาวนาเมืองกำแพงเพชร เมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2319 เวลา 07.20 น. ตรงกับวันพุธ แรม 14 ค่ำ เดือน 5 ปีวอก ที่บางขุนพรหม กรุงเทพฯ เด็กชายโตได้บวชเป็นสามเณร อายุย่าง 13 ปี ตรงกับวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2331 (จ.ศ. 1150) ที่วัดใหญ่ มีพระครูใหญ่เมืองพิจิตรเป็นผู้บรรพชาให้ และเมื่อสามเณรโตได้บรรพชาแล้ว ก็ตั้งใจร่ำเรียนภาษาบาลี ไวยากรณ์มูลกัจจายน์ ซึ่งเป็นต้นตำรับของบาลีที่เรียนกันในยุคนั้น ท่านพระครูใหญ่ท่านมีความรู้ทางเวทมนต์คงกระพันชาตรี เสน่ห์มหานิยม นะจังงัง ปราบหมี ปราบเสือ ปราบจระเข้ ท่านสอนสามเณรหมด สามเณรเรียนแล้วก็ออกป่า ลงน้ำ ทดลองอาคมจนเห็นผล การศึกษาทั้งบาลีนักธรรมก็เจนจบ แต่จะหาคัมภีร์ให้ร่ำเรียนสูงขึ้นไปอีกก็ไม่มี ท่านพระครูใหญ่จึงแนะนำให้ไปศึกษากับพระครูวัดไชยนาทบุรี เมืองชัยนาท ตอนนั้นเป็นพ.ศ. 2333 อายุได้ 15 ปีแล้ว เพื่อเรียนพระปริยัติธรรม แปลไทยเป็นบาลี แปลบาลีเป็นไทย แปลบาลีเป็นลาว เป็นเขมร เป็นพม่า ชำนาญการทุกภาษา เวลาล่วงเลยไปได้ 3 ปี เรียนจนถึงแปดขั้นบาลี ก็จบทุกสรรพตำราที่มีอยู่ในสำนักอาจารย์ จนไม่มีอะไรจะสอนท่านอีก
ดังนั้น เมื่อสามเณรอายุได้ 18 ปี จึงได้อำลาอาจารย์ ขอไปศึกษาต่อที่เมืองบางกอก ตาผลผู้เป็นตาจึงได้นำพาสามเณรโตขึ้นไปมอบถวายพระอาจารย์แก้ว วัดบางลำภูบน กรุงเทพฯ ต่อมาท่านอาจารย์แก้วก็พาสามเณรไปฝากพระโหราธิบดี พระวิเชียรกรมราชบัณฑิต ให้ช่วยแนะนำสามาเณรเรียนรู้พระไตรปิฎก ท่านบัณฑิตทั้งสองก็รับสอน เมื่อสามเณรอยู่กับท่านอาจารย์แก้ว ก็ได้โยม 7 ท่านผู้มั่งคั่งในย่านนั้นเป็นโยมอุปัฏฐาก คือ พระโหราธิบดี และพระวิเชียรกรมราชบัณฑิต บ้านหลังวัดบางลำภูบน, เสมียนตราด้วง บ้านบางขุนพรหม, ท่านขุนพรหมเสนา บ้านบางขุนพรหม, ปลัดกรมนุท, เสมียนบุญ และพระกระแสร บ้านบางลำภูบน ทั้ง 7 ท่าน เลื่อมใสในศีลาจารวัตรของสามเณร และความฉลาดสามารถ ความขยันหมั่นเพียร ไม่รู้อิ่มในวิชาการ จึงพากันเอาใจใส่อุปถัมภ์บำรุงช่วยกันให้การศึกษาแก่สามเณรจนรอบรู้ทุกสิ่งทุกประการ ทำให้สามเณรได้มีความชำนาญทางเทศน์มหาชาติ ปุจฉาวิสัชนา ความรู้โหราศาสตร์ เวทมนต์คาถา วิชาอะไรที่บรรดานักปราชญ์ราชบัณฑิตได้เรียนรู้ สามเณรก็รู้หมดสิ้น โดยเฉพาะเทศน์มหาชาตินั้น กล่าวกันว่ามีกลเม็ดเด็ดพราย เทศน์ได้ทั้ง 13 กัณฑ์ ประชาชนนิยมฟังกันคับคั่ง จึงเป็นที่โปรดปรานของญาติโยม ทั้งคนมีคนจน ใคร ๆ ก็กล่าวขวัญถึงแต่สามเณรโต พอถึงเดือน 5 ขึ้น 5 ค่ำ ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2337 พระโหราธิบดี พระวิเชียร และเสมียนตราด้วง ก็พาสามเณรโตเข้าเฝ้าถวายตัวแด่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร (รัชกาลที่ 2) ณ ท้องพระโรง พระราชวังเดิม ฝั่งธนบุรี ใกล้วัดระฆัง เมื่อพระองค์ได้ทรงทอดพระเนตรเห็นสามเณรมีรัศมีเปล่งปลั่ง และมีรัดประคตหนามขนุนของขุนนางใหญ่คาดมาเป็นบริขารด้วย พระองค์ท่านจึงเกษมโสมนัสยิ่งนัก จึงทรงรับอุปถัมภ์บำรุงและให้เณรย้ายมาอยู่กับสมเด็จพระสังฆราช วัดนิพพานาราม (วัดนิพพานารามคือ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ ในปัจจุบันนั่นเอง) และก็ได้ศึกษาคัมภีร์พระปริยัติธรรม รวมทั้งเรียนกับพระอาจารย์เสมวัดนิพพานารามอีกอาจารย์หนึ่งด้วย

อุปสมบท

เมื่อสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ทรงคำนวณปีเกิดของสามเณรโตควรจะอุปสมบทได้แล้ว จึงรับสั่งให้พระโหราธิบดีและเสมียนตราเข้าเฝ้า แล้วมอบเงินให้ 400 บาท พร้อมเครื่องบริขารให้สามเณรโตไปบวชที่วัดตะไกร เมืองพิษณุโลก ให้ทำพิธีแบบนาคหลวง บวชเมื่ออายุย่างเข้า 21 ปี ตรงกับวันพฤหัส ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเส็ง ในวันที่ 11 พฤษาคม พ.ศ. 2340 (จ.ศ. 1159) เวลา 07.00 น. มีสมเด็จพระวันรัต วัดระฆังโฆสิตาราม ธนบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์แก้ว วัดบางลำภูบน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการวัดตะไกร เมืองพิษณุโลก เป็นพระอนุสาวนาจารย์ งานบวชได้จัดใหญ่โตมโหระทึก สมเป็นนาคหลวง ไทยทานที่ชาวบ้านถวายพระภิกษุโตนั้น มากมายก่ายกองสุดพรรณนา มีผู้คนแห่กันมาล้นหลามทั่วทุกสารทิศ หลังจากอุปสมบทแล้วก็ย้ายกลับมาที่วัดนิพพานารามเหมือนเดิม สมเด็จพระสังฆราชมี จึงมอบพระภิกษุโตให้อยู่ในการดูแลสั่งสอนของสมเด็จพระวันรัต รับเป็นอาจารย์บอกกล่าวพระคัมภีร์ปริยัติธรรมแทนพระองค์สืบต่อไป
เข้าพรรษาในปีนั้น พระโตได้ข้ามไปเรียนคัมภีร์กับสมเด็จพระวันรัตเสมอ ๆ จนมีความรู้แตกฉานลึกซึ้งในธรรมวินัยไตรปิฎก ท่านเป็นที่ชื่นชมของประชาชนทั่วไป และเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ถวายเป็นองค์อุปถัมภ์มาตลอด และเมื่อลุถึงปีขาล พ.ศ. 2349 และพระภิกษุโตอายุได้ 30 ปี พรรษา 10 ท่านได้รับพระราชทานเรือพระที่นั่งเอาไว้สำหรับไปเทศน์โปรดญาติโยม และทรงแต่งตั้งให้เป็น “มหาโต” ตั้งแต่วันนั้น คนทั้งเมืองก็เรียกท่านว่า “มหาโต”
พรรษา 12 ในแผ่นดินพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 พระมหาโตเป็นที่โด่งดังมาก ท่านเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงทางด้านการเทศน์ เพราะเชี่ยวชาญรอบรู้พระไตรปิฎกแตกฉาน ทั้งยังเป็นพระของพระเจ้าแผ่นดิน อันพระองค์ทรงเป็นอุปัฏฐากอีกด้วย อดิเรกลาภมีทวีคูณมากมาย ลูกศิษย์ลูกหามากมายชื่อเสียงโด่งดังกึกก้องตลอดกรุง ในรัชกาลที่ 3 ท่านก็เป็นพระสงบมีจิตแน่วแน่ต่อญาณคติ มีวิถีจิตแน่วไปในโลกุตรภูมิ ไม่ฟุ้งซ่านโออ่า ท่านทำซอมซ่อเงียบ ๆ สงบปากเสียงมา 25 ปี ตลอดรัชสมัยของแผ่นดินพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

สมณศักดิ์

เมื่อสมัยรัชกาลที่ 4 ขึ้นครองราชย์ พระมหาโตอายุได้ 74 ย่าง 75 ปี ท่านได้ตามหามหาโตเข้าเฝ้าเพื่อให้มาช่วยงานพระบวรพระพุทธศาสนา และได้ทรงแต่งตั้งให้มหาโตเป็นพระราชาคณะที่พระธรรมกิตติ เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม มีฐานานุกรม 3 องค์ นิตยภัตรเดือนละ 4 ตำลึง 1 บาท ทั้งค่าข้าวสาร
ครั้นถึงเดือน 11 ขึ้น 14 ค่ำ ปีชวด พ.ศ. 2394 พระธรรมกิตติอายุได้ 75 ปี ทรงพระมหากรุณาโปรดเลื่อนสมณศักดิ์ พระธรรมกิตติขึ้นเป็นพระเทพกวี ราชาคณะผู้ใหญ่ในตำแหน่งสูง มีนิตยภัตร 28 บาท ค่าข้าว 1 บาท
ปีฉลู พ.ศ. 2408 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงสถาปนาพระเทพกวี (โต) ขึ้นเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ สมเด็จฯ มีพระชนมายุย่าง 90 ปี รวมที่ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นราชาคณะ เป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ เป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังมาได้ 15 ปี จึงได้เป็นสมเด็าจพระพุฒาจารย์ เป็นปีที่ 15 ในรัชการที่ 4 กรุงเทพมหานคร
ในแผ่นดินสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 นั้น สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ท่านได้ประพฤติคุณงามความดีดำรงตบะเดชะชื่อเสียงกระเดื่องเฟื่องฟุ้งมาในราชสำนักก็หลายประการ ในสงฆ์สำนักก็หลายประการ จนท่านมีคนนับถือลือชาปรากฎตลอดสิ้นแผ่นดินรัชกาลที่ 4 อายุสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ได้ 92 ปี รับตำแหน่งสมเด็จพระพุฒาจารย์มาได้ 4 ปี สิ้นรัชกาลที่ 4 นี้
ในปลายปีมะเมีย พ.ศ. 2413 (จ.ศ. 1232) สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ได้มีลายลิขิตแจ้งแก่กรมสังฆการีว่า จะขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ยกเป็นกิตติมศักดิ์ ด้วยเหตุชราทุพพลภาพไม่สามารถรับราชการเทศน์แลสวดฉัน ในพระบรมมหาราชวังได้ ได้ทรงพระมหากรุณาโปรดพระราชทานพระบรมราชานุญาตตกเป็นพระมหาเถรกิตติมศักดิ์ตั้งแต่นั้นมา

มรณภาพ

ครั้นถึง ณ วันเดือน 5 ปีวอก พ.ศ. 2415 (จ.ศ. 1234) เป็นปีที่ 5 ในรัชการที่ 5 กรุงเทพมหานคร สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ไปดูการก่อพระโต วัดบางขุนพรหมใน ยังไม่ทันแล้วเสร็จก็ไปอาพาธด้วยโรคชราภาพ 15 วัน ก็ถึงมรณภาพบนศาลาใหญ่ วัดบางขุนพรหมใน (วัดอินทรวิหาร) สิริรวมชนมายุ 96 ปี เป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตารามมาได้ 21 ปี บริบูรณ์ รับตำแหน่งที่สมเด็าจพระพุฒาจารย์มาได้ 7 ปีบริบูรณ์ ถ้าจะนับปีตามจันทรคติก็ได้ 8 ปี


วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552

อานิสงส์การสร้างเวจกุฏี(ห้องน้ำ)

อานิสงส์สร้างเวจกุฏี (ห้องน้ำ)

ใจความว่า พระศาสดาได้เสด็จประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร แห่งกรุงสาวัตถี มีมาณพคนหนึ่งเป็นช่างทองทำการขายทองรูปพรรณอยู่ในกรุงสาวัตถีนั้น จนมั่งมีโภคทรัพย์สมบัติมาก
อยู่มาวันหนึ่งมาณพนั้นมาคิดว่า เราค้าขายทองก็มีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับ ทรัพย์ที่หามาได้โดยยาก ก็ไม่อยากจะให้สูญหายไปโดยเร็ว
ตริตรองหาวิธีที่จะเก็บทรัพย์ให้ได้อยู่นาน ก็ไม่พบวิธีที่จะป้องกันความเสื่อมเสียของทรัพย์ได้ เพราะว่าทรัพย์เป็นของกลางเป็นเครื่องอาศัยของคนทุกคน สุดแล้วแต่ใครจะขยันหมั่นเพียรหามาได้เท่านั้น ถึงแม้จะหามาได้มากก็ดี
ถ้าขาดปัญญาเป็นเครื่องรักษาทรัพย์แล้วทรัพย์นั้นก็ไม่คงทนอยู่ได้ แม้จะอยู่ได้ตลอดไปตนเองก็มีชีวิตยืนนานที่จะบริโภคต่อไปไม่ได้เพราะความตายย่อมมาพรากตนให้หนีไปเสียจากทรัพย์เมื่อสิ้นชีพแล้วทรัพย์เหล่านั้น ก็ไม่ติดตามตนไปปล่อยไว้ให้คนอื่นเขาใช้สอยอย่างสบาย เห็นมีอยู่แต่อย่างเดียวเท่านั้น ที่จะติดตามตัวไปในอนาคต คือฝังทรัพย์ไว้ในพุทธศาสนาเมื่อคิดเช่นนี้แล้วก็คิดดูว่าจะทำอะไร สิ่งอื่น ๆ ก็มีผู้ทำไว้หมดแล้ว ก็เห็นแต่เวจกุฎีเท่านั้นที่ยังไม่มีใครทำเลยเมื่อคิดเช่นนี้แล้วจึงได้สร้างขึ้นเมื่อสำเร็จแล้วยังได้สร้างโรงไฟ แลที่สำหรับอาบน้ำอีกด้วย เมื่อเสร็จสรรพดีแล้ว ก็ทำการฉลองอย่างมโหฬารและมอบถวายแก่ ภิกษุสงฆ์ มีพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเป็นประธานแล้วตั้งปฏิธานความปรารถนาว่าข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อข้าพเจ้ายังไม่ถึงพระนิพพานตราบใด ขึ้นชื่อว่าความทุกข์อันเกิดแต่โรคต่าง ๆ อย่าได้มาแผ้วพานต่อข้าพเจ้าเลย อิมินาทาเนน ด้วยอำนาจผลทานนี้พระสารีบุตรก็อนุโมทนาว่า ขอให้ความปรารถนาจงเป็นผลสำเร็จเถิดมาณพนั้นเป็นผู้ไม่ประมาทผลทาน ให้สมาทานศีลครั้นทำกาลกิริยาตายไปแล้วไปเกิดบนสวรรค์เทวโลก มีสมบัติวิมานทอง มีเทพอัปสรเป็นยศบริวาร อยู่มาวันหนึ่งภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนา ถึงมาณพผู้นั้นอยู่พระศาสดาเสด็จมาถึงในที่นั้นแล้วตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบ พระองค์ทรงแสดงธรรมเทศนา แก่ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย นรชนทั้งหลายเกิดมาได้พบพระพุทธเจ้าและในขณะที่พุทธศาสนายังประดิษฐานอยู่จะเป็นผู้เศร้าโศกในอบายภูมิ เป็นจำนวนมากมาณพที่เป็นช่างทองนี้ได้พบทั้งสองประการแล้วไม่เป็นผู้ประมาท ได้สร้างเวจกุฎีถวายบูชาพระรัตนตรัยด้วยศรัทธาเลื่อมใส ได้เสวยสุขในสุคติโกลสวรรค์ และเป็นปัจจัยให้ถึงซึ่งพระนิพพาน แม้ในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าตัณหังกร เราตถาคตก็เคยสร้างเวจกุฎี และที่สำหรับอาบแก่พระภิกษุสามเณรได้ตั้งสัตยธิษฐานว่า ขอให้ข้าพระองค์ได้เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์หนึ่ง ในอนาคตกาล ด้วยผลแห่งอานิงส์ที่ข้าพระองค์ได้สร้างเวจกุฎีให้เป็นสาธารณะทานนี้ ตถาคตครั้นทำลายขันธ์แล้วก็ไปบังเกิดสวรรค์เสวยทิพย์สมบัติอยู่ชั้นดุสิตครั้นจุติจากชาตินั้นแล้ว ได้ท่องเที่ยงอยู่สังสารวัฎฎ์จนบารมีเต็มเปี่ยมแล้วจึงตรัสเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือตถาคตนี้เอง ก็สมดังคำปรารถนาในครากาลครั้งโน้นทุกประการ เมื่อจบพระธรรมเทศนาจบลงแล้วชนทั้งหลายเป็นอันมากได้ดวงตาเห็นธรรม ต่างก็รื่นเริงบันเทิงใจในเวจกุฎีเป็นยิ่งนัก

วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ศาสนาพุทธ

ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาประจำชาติไทย มีคนไทยประมาณ 95 % นับถือศาสนาพุทธ
จุดมุ่งหมายของศาสนาพุทธคือ นิพพาน หรือ นิรวานะ ในภาษาสันสฤกต ซึ่งถ้าแปลตามตัวก็หมายถึง การดับสนิท แห่งกิเลสทั้งมวล และดังนั้น การดับความทุกข์ทั้งมวลคือ การดับสิ้นทั้ง ความทุกข์ กรรม และ วัฎสงสาร กล่าวคือ ดับสิ้นซึ่งการเวียนว่าย ตายเกิด

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ประวัติความเป็นมาและความสำคัญของพระพุทธศาสนา


ศาสนา คืออะไร

ความหมายของคำว่า "ศาสนา" มาจากภาษาสันสกฤตว่า "สาสน์" ถ้าเป็นภาษาบาลี คำว่า "สาสน์" มีความหมายตามรูปศัพท์ว่า "คำสั่งสอน" ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า "Religion" ซึ่งมีคำศัพท์เดิมมาจากภาษาละตินว่า "Religis" คำนี้นักปราชญ์ทางภาษาศาสตร์ได้สันนิษฐานว่ามาจากคำ 2 คำ คือ "Relegere ซึ่งแปลว่า การปฏิบัติต่อ หรือการเกี่ยวข้องด้วยความระมัดระวัง และ Religare ซึ่งแปลว่า ผูกพัน เพราะฉะนั้นคำว่า "Religion " จึงมีความหมายตามรูปศัพท์ว่า การปฏิบัติต่อ การเกี่ยวข้อง แต่อย่างไรก็ตาม การจะพิจารณาความหมายตามรูปศัพท์เพียงอย่างเดียวอาจจะไม่ครอบคลุมสารัตถะที่แท้จริงของศาสนาได้ จึงควรจะศึกษาพิจารณาความหมายหรือคำจำกัดความตามเนื้อหาที่นักปราชญ์ทางศาสนาได้ให้ไว้ ซึ่งจะแตกต่างกันออกไป ทั้งนี้แล้วแต่ประเด็นที่ต้องการเน้น และสภาพแวดล้อม